เครื่องทำลมแห้ง ใช้สำหรับดูดซึมความชื้น

เครื่องทำลมแห้ง เครื่องที่ใช้ทำงานควบคู่ไปกับ เครื่องอัดลม มีหน้าที่หลักในการลดปริมาณน้ำและความชื้นที่ปะปนมาในระบบลมอัด เพื่อให้ได้ลมที่สะอาดปราศจากความชื้นเพื่อนำไปใช้งานต่อได้อย่างสมบูรณ์ เครื่องทำลมแห้ง โดยปกติลมที่ถูกผลิตจากเครื่องปั๊มลมนั้นจะมีน้ำและความชื้นปะปนมาด้วย เมื่อต้องการนำลมไปใช้งาน เครื่องจักรทั่วไปจะไม่ต้องการน้ำ ละอองน้ำ หรือ ความชื้นปะปนมากับลม และ ตัวกรองลม (Air Filter) ทั่วไปแล้วจะไม่สามารถกรองน้ำ และ ความชื้นได้ เครื่องทำลมแห้งจึงเป็นตัวที่จะช่วยนำน้ำ หรือ ความชื้นให้เกิดการควบแน่นด้วยน้ำยาทำความเย็น หรือ เม็ดสารดูดความชื้นแล้วระบายน้ำออกมา ทำให้ลมที่แห้ง และ บริสุทธิ์
เครื่องทำลมแห้ง AIR DRYER
ปัจจุบันเครื่องทำลมแห้งมีความจำเป็นและมีความสำคัญไม่น้อยกับการใช้ง่ายควบคู่กับเครื่องอัดลม เนื่องจากอุปกรณ์ ชิ้นส่วนและชิ้นงาน อาจได้รับความเสียหายจากละอองน้ำที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตลม

หลักการทำงาน เครื่องทำลมแห้ง

เครื่องทำลมแห้ง ทำหน้าที่ ให้ลมที่ถูกผลิตมาจากเครื่องอัดลมน้อยมากที่สุด ซึ่งหลักการทำงานของ เครื่องทำลมแห้ง เพื่อไม่ให้ลมมีความชื้นติดไปด้วยคือ ลมที่เข้ามาจะถูกแลกเปลี่ยนอุณหภูมิกับน้ำยาทำความเย็น ซึ่งจะทำให้ความชื้นที่อยู่ในลมกลั่นตัวออกเป็นน้ำ และถูกระบายทิ้งโดย AIR DRYER ลมที่ผ่านกระบวนการนี้ จะมีสถานะเป็นลมที่แห้ง ออกจากเครื่องทำลมแห้ง ไปสู่กระบวนการใช้งานของลมต่อไป

เครื่องทำลมแห้งทำหน้าที่ลดความชื้นออกจากลมอัด ก่อนส่งไปใช้งาน แบ่งตามการทำงานออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.แบบใช้น้ำยาทำความเย็น (Refrigerated Air Dryer) จุดน้ำค้าง (Dew point) 2 ถึง 10 องศาเซลเซียส
2.แบบใช้เม็ดสารดูดความชื้น (Desiccant Air Dryer) จุดน้ำค้าง (Dew point) -20 ถึง -70 องศาเซลเซียส

วิธีการขอเช่ารถกรุงเทพขับเที่ยวและรู้จักกับประกันรถเช่า

ช่วงไฮซีซั่นแบบนี้หลายๆ คนก็เริ่มที่จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งปี ยิ่งช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็น หลายๆ คนก็เริ่มที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวกันบ้างแล้ว หากใครขับรถไปเองก็สะดวงสบายในการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใครที่เดินทางด้วยเครื่องบิน หรือ รถทัวร์ ก็อาจจะต้องไปหาเช่ารถตามจังหวัดนั้นๆ เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยว แต่รู้กันบ้างไหมว่าการจะไปเช่ารถกรุงเทพขับเที่ยวนั้นต้องทำยังไงบ้าง และรถเช่าขับนั้นมีปะกันด้วยหรือไม่ แล้วต้องทำประกันยังไง

วิธีการขอเช่ารถกรุงเทพขับเที่ยวและรู้จักกับประกันรถเช่า

จะไปเที่ยวทั้งทีแต่พอไปถึงดันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ไม่มีรถขับเพื่อเอาไว้ไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เนื่องจากเดินทางมาด้วยเครื่องบิน หรือ รถทัวร์ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะสมัยนี้ในสถานที่ท้องเที่ยวต่างๆ หรือตามจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวก็มักจะมีผู้ให้บริการรถเช่ากันอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งก่อนที่เราจะไปเช่ารถกรุงเทพนั้น บริษัทที่ให้บริการก็จะมีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเงื่อนไข และคุณสมบัตินั้นมีอะไรบ้าง

คุณสมบัติในการขอเช่ารถกรุงเทพ

  1. ต้องมีใบขับขี่เท่านั้น ตามกฎหมายแล้วคนที่จะสามารถขับรถได้นั้นจะต้องมีใบขับขี่เท่านั้น ถึงจะสามารถใช้รถใช้ถนนได้ ซึ่งบริษัทที่ให้บริการด้านเช่ารถกรุงเทพนั้นก็เช่นกัน เพราะบริษัทรถเช่านั้นจะไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่เช่ารถโดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  2. ต้องมีอายุมากกว่า 21-23 ปีขึ้นไป ไม่แปลกที่จะมีการระบุอายุเอาไว้ในกฏเกณฑ์ในการขับขี่ เพราะการที่มีอายุที่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทที่ให้บริการรถเช่านั้นก็อาจจะมองว่าไม่มีวุฒิภาวะมากพอ ซึ่งมีความเสี่ยงในการขับขี่จนเกิดอุบัติเหตุได้
  3. บัตรเครดิตมีเงินมากพอ บริษัทที่มีการบริการรถเช่าชั้นนำต่างๆ นั้น มักจะมีการรับชำระเงิน และมัดจำผ่านทางบัตรเครดิตเท่านั้น โดยจำนวนวงเงินที่ใช้ในการมัดจำจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท แตกต่างกันไปแล้วแต่บริษัท ส่วนใครที่ไม่มีบัครเครดิตก็สามารถเช่ารถกรุงเทพได้โดยใช้บริการบริษัทรถเช่าตามท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบริษัทในท้องถิ่นมักจะรับมัดจำทั้งเป็นเงินสด และบัตรเครดิต

ความคุ้มครองของการเปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

สำหรับใครที่มีรถยนต์ส่วนตัวแล้วต้องขับรถเดินทางไปไหนมาไหนเป็นประจำ แน่นอนว่านอกจากจะต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์ แล้ว การทำประกันรถยนต์ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยคุ้มครองผู้เอาประกันหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ซึ่งประกันรถยนต์ก็มีหลายประเภท แต่ประกันรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น ประกันรถยนต์ชั้น 1 หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมถึงต้องทำประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้วประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง

การเปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ถือเป็น ประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยได้ครอบคลุมมากที่สุด และให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันรถยนต์ประเภทอื่นๆ เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ประกันรถยนต์ชั้น 3+ และ ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นต้น ซึ่งความคุ้มครองหลักๆ ของ ประกันรถยนต์ชั้น 1 มีดังนี้

ความคุ้มครองของการเปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

  • ความรับผิดต่อความเสียหายของรถยนต์คันที่เอาประกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุทั้งแบบมีและไม่มีคู่กรณี
  • คุ้มครองกรณีเกิดอุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี เช่น ขับรถชนเสาไฟฟ้า หินดีด กระจกแตก กระจกร้าว ยางระเบิด เป็นต้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและรถยนต์ของคู่กรณี
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้เอาประกัน
  • คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยของคู่กรณี และบุคคลภายนอก
  • คุ้มครองค่าชดเชยอุบัติเหตุส่วนบุคคลแก่ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคู่กรณี
  • ชดเชยความเสียหายกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
  • เงินค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา

จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองที่ค่อนข้างครอบคลุมมากเลยทีเดียว โดยวงเงินความคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 1 ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท